พระราชกรณียกิจที่สำคัญ ของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว


ด้านการขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

  • เพื่อสนองพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2562 นายจรัลธาดา กรรณสูต องคมนตรี และนายอำพน กิตติอำพน องคมนตรี พร้อมด้วยคณะอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่อง มาจากพระราชดำริ พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ลงพื้นที่ ติดตามและขับเคลื่อนการดำเนินงานโครงการฯ ในเขตพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ เพื่อติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านพัฒนาแหล่งน้ำ ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยได้ติดตามการขับเคลื่อนใน 2 โครงการ ได้แก่
  1. โครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้าลำน้ำชีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอบ้านเขว้า และอำเภอหนองบัวระเหว จังหวัดชัยภูมิ
  2. โครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำลำสะพุงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งช่วยเหลือประชาชนให้มีน้ำทำการเพาะปลูกและเพื่อการอุปโภคบริโภครวมถึงบรรเทาปัญหาอุทกภัย
  • พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี ประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริพื้นที่ภาคใต้ พร้อมด้วยคณะอนุกรรมการฯ เดินทางไปยังศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่อง มาจากพระราชดำริในเขตพื้นที่ภาคใต้ เพื่อรับทราบความก้าวหน้า การดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้วจำนวน 7 โครงการ และอยู่ระหว่างการขับเคลื่อนโครงการ จำนวน 7 โครงการ ได้พิจารณา แนวทางการการขับเคลื่อนโครงการ ในระยะต่อไป เพื่อให้โครงการสามารถดำเนินการขับเคลื่อนไปได้ตามพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงสืบสาน รักษา ต่อยอดโครงการในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อสร้างประโยชน์สุขให้กับ ราษฎรต่อไป
  • นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2562 พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี ประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริพื้นที่ภาคใต้ พร้อมคณะอนุกรรมการฯ เดินทาง ไปยังโครงการอ่างเก็บน้ำคลองสังข์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลกรุงหยัน อำเภอทุ่งใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการฯ โครงการที่พระบาท สมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานไว้ตั้งแต่ปี 2523 เพื่อช่วยเหลือราษฎรให้สามารถทำการเพาะปลูกได้ตลอดปี และเป็นหนึ่งในโครงการที่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชปณิธานที่จะสืบสาน รักษา ต่อยอด

 

ด้านการบิน

  • 20 ธันวาคม พ.ศ. 2522 พระองค์ทรงเริ่มฝึกบินเฮลิคอปเตอร์แบบUH-1H และเฮลิคอปเตอร์แบบUH-1Nและหลักสูตรเฮลิคอปเตอร์โจมตีติดอาวุธ (Gunship) ของกองทัพบก
  • 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2537 ทรงปฏิบัติหน้าที่ครูการบินเครื่องบินขับไล่แบบเอฟ-5 อี/เอฟ
  • พ.ศ. 2552 ทรงปฏิบัติหน้าที่นักบินที่ 1 เครื่องบินโบอิ้ง 737–400 ในเที่ยวบินสายใยรักแห่งครอบครัว ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย และจัดหาอุปกรณ์ด้านการแพทย์ สำหรับโรงพยาบาลใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้, (เที่ยวบินที่ ทีจี 8870 (กรุงเทพมหานครถึงจังหวัดเชียงใหม่) และเที่ยวบินที่ ทีจี 8871 (จังหวัดเชียงใหม่ถึงกรุงเทพมหานคร)

 

ด้านการต่างประเทศ

เมื่อครั้งยังทรงเป็นมกุฎราชกุมาร พระองค์สนพระราชหฤทัยในด้านกิจการเกี่ยวกับสัมพันธไมตรีเป็นอย่างมาก ครั้งหนึ่ง ระหว่างปิดภาคเรียน ที่พระองค์ได้เสด็จไปทัศนศึกษาโดยรถยนต์ยังประเทศต่าง ๆ ในยุโรป พระองค์ได้เสด็จไปเยี่ยมอดีตประธานาธิบดีแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันตะวันตก และมาดามลึบเก้ เมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๑๑ นอกจากนี้  ได้ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงอยู่เสมอในพระราชกรณียกิจที่เกี่ยวกับคณะทูตานุทูตต่างประเทศ ครั้งหนึ่ง ทรงได้รับความสำเร็จอย่างใหญ่หลวง เมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยือนประเทศญี่ปุ่น ในฐานะพระราชอาคันตุกะของพระราชวงศ์ญี่ปุ่น เมื่อเดือน พฤศจิกายน พ.ศ. 2514 เพราะการเสด็จพระราชดำเนินครั้งนั้นมีผลในทางกระชับสัมพันธไมตรี ระหว่าง พระราชวงศ์ และ ประชาชน ของทั้งสองประเทศให้ใกล้ชิดสนิทสนมกันมากขึ้น  โดยในครานั้น เจ้าชายอากิฮิโตะ มกุฎราชกุมารญี่ปุ่น (ณ ขณะนั้น) เสด็จมาทรงต้อนรับและส่งเสด็จ ณ สนามบินฮาเนดะ กรุงโตเกียว ทั้งใน ตอนเสด็จถึง และเสด็จกลับอีกด้วย  รวมถึงเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยือนประเทศอิตาลี และทรงพบพระสันตะปาปา เมื่อวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2525 ระหว่างวันที่ 23 กุมภาพันธ์ – 8 มีนาคม พ.ศ. 2530 เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน อย่างเป็นทางการ ทรงพบนายเติ้งเสี่ยว ผิง ณ มหาศาลาประชาคม กรุงปักกิ่ง เสด็จพระราชดำเนินทรงเยือนประเทศ ญี่ปุ่น ทรงพบ สมเด็จพระจักรพรรดิ และสมเด็จพระจักรพรรดินี เมื่อวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2530

เมื่อวันที่ 31 ม.ค. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ส่งข้อความพระราชสาส์นแสดงความห่วงใยไปยังประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน กรณีเกิดเหตุการณ์การแพร่ระบาดของโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (COVID-19) ในนครอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย และพื้นที่อื่น ๆ ของสาธารณรัฐประชาชนจีน ความว่า ฯ พณฯ ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน กรุงปักกิ่ง ข้าพเจ้ารู้สึกกังวลและห่วงใยอย่างยิ่งจากการระบาดอย่างกว้างขวางและรุนแรงของไวรัสโคโรนาในนครอู่ฮั่น ซึ่งขณะนี้ได้แพร่กระจายไปสู่จังหวัดและมณฑลต่าง ๆ ทั่วประเทศ ประชาคมโลกย่อมเกิดความประทับใจในความพยายามและความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างเต็มที่ของทางการจีน รวมทั้งมาตรการรอบด้านที่นำมาใช้ต่อสู้กับโรคระบาด ซึ่งเป็นภัยคุกคามอย่างยิ่งต่อเราทุกคน ข้าพเจ้าและประชาชนชาวไทยขอยืนยันถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับประชาชนชาวจีนทั้งมวล ทั้งขออำนวยพรให้ท่านประสบความสำเร็จทุกประการในการต่อสู้ฟันฝ่าวิกฤตการณ์ครั้งนี้ ด้วยความหวังว่าจะสามารถฟื้นฟูสถานการณ์ได้อย่างสมบูรณ์โดยเร็วที่สุด พร้อมกันนี้ ข้าพเจ้าในนามของประชาชนชาวไทย ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งมายังท่านประธานาธิบดีและประชาชนชาวจีน ทั้งขอแสดงความห่วงใยต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต ที่ต้องประสบความทุกข์และความโศกเศร้าแสนสาหัสจากเหตุการณ์ร้ายแรงครั้งนี้

 

ด้านการศึกษา

พระองค์พระราชทานพระราชานุญาตให้ใช้อาคารของกรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ เป็นที่ตั้งของโรงเรียนอนุบาลชื่อว่า โรงเรียนอนุบาลทหารมหาดเล็กราชวัลลภ โดยในระยะแรกได้จัดการเรียนการสอนเฉพาะชั้นอนุบาล ต่อมา โรงเรียนได้ย้ายไปที่จังหวัดนนทบุรี และได้รับพระราชทานชื่อใหม่ว่า โรงเรียนอนุราชประสิทธิ์  นอกจากนี้ ยังพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์สมทบเป็นค่าก่อสร้างโรงเรียนมัธยมศึกษาที่ตั้งอยู่ในชนบทห่างไกล กระทรวงศึกษาธิการน้อมเกล้าฯ ถวายโรงเรียนในระดับมัธยมศึกษาจำนวน 15 โรงเรียน เป็นโรงเรียนในพระราชูปถัมภ์ ได้แก่ 

  1. โรงเรียนมัธยมพัชรกิติยาภา 1 จังหวัดนครพนม
  2. โรงเรียนมัธยมพัชรกิติยาภา 2 จังหวัดกำแพงเพชร
  3. โรงเรียนมัธยมพัชรกิติยาภา 3 จังหวัดสุราษฎร์ธานี
  4. โรงเรียนมัธยมสิริวัณวรี 1 จังหวัดอุดรธานี
  5. โรงเรียนมัธยมสิริวัณวรี 2 จังหวัดสงขลา
  6. โรงเรียนมัธยมสิริวัณวรี 3 จังหวัดฉะเชิงเทรา
  7. โรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (วัดน้อยใน) ในพระราชูปถัมภ์ฯกรุงเทพมหานคร
  8. โรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (วัดโบสถ์) ในพระราชูปถัมภ์ฯกรุงเทพมหานคร
  9. โรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (วัดประดู่) ในพระราชูปถัมภ์ฯจังหวัดสมุทรสงคราม
  10. โรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (ทวีวัฒนา) ในพระราชูปถัมภ์ฯกรุงเทพมหานคร
  11. โรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (มัธยมวัดหัตถสารเกษตร) ในพระราชูปถัมภ์ฯจังหวัดปทุมธานี
  12. โรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (วัดสุนทรสถิต) ในพระราชูปถัมภ์ฯจังหวัดสมุทรสาคร
  13. โรงเรียนมกุฎเมืองราชวิทยาลัยจังหวัดระยอง
  14. โรงเรียนอนุราชประสิทธิ์จังหวัดนนทบุรี
  15. โรงเรียนราชปิโยรสายุพราชานุสรณ์จังหวัดน่าน

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยาวชนในตำบลต่าง ๆ ทรงสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์เยาวชนตำบล รวมทั้งทรงเป็นประธานงานวันเยาวชนแห่งชาติ วันที่ 20 กันยายนของทุกปี

ทั้งนี้พระองค์ได้ทรงอุปการะเด็กกำพร้า เช่น จักรกฤษณ์ และอนุเดช ชูศรี ที่ครอบครัวเสียชีวิตจากภูเขาถล่มเมื่อ พ.ศ. 2554  รวมทั้งครอบครัวของบูรฮาน และบุศรินทร์ หร่ายมณี ซึ่งบิดาถูกลอบสังหารจากเหตุความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้  เป็นต้น

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร มีพระราชดำริให้ดำเนินโครงการทุนการศึกษาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2552

ทรงให้นำพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์และเงินบริจาคโดยเสด็จพระราชกุศล มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามพระราชปณิธานที่มุ่งสร้างความรู้ สร้างโอกาสแก่เยาวชนไทยที่มีฐานะยากจนลำบาก แต่ประพฤติดี มีความสามารถในการศึกษา ให้ได้รับโอกาสทางการศึกษาที่มั่นคง   โดยปี 2559 เป็นปีนักเรียนทุนรุ่นแรกสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี โดยนักเรียนทุนพระราชทานต่างน้อมนำ ยึดมั่น ปฏิบัติตนตามแนวพระราชดำรัสที่ทรงพระราชทานว่า“เรียนดี ความรู้ดี การงานดี ชีวิตสดใส ทำประโยชน์ให้กับ ประเทศชาติ” มาเป็นแนวทางในการดำรงตนด้วย

นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ดำเนินโครงการกองทุนการศึกษา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 โดยพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวนหนึ่ง เพื่อเป็นกองทุนการศึกษาพระราชทานแก่เด็กยากจนแต่มีความตั้งใจที่จะเรียนด้วยมีพระราชประสงค์ให้โรงเรียนสร้างคนดีให้แก่บ้านเมืองและเป็นการยกระดับมาตรฐานการศึกษาโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลให้เกิดความเท่าเทียมหรือความเสมอภาคกับโรงเรียนในชุมชนเมือง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงให้ความสำคัญและทรงสนับสนุนโครงการกองทุนการศึกษา เพื่อพัฒนาและปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ให้เด็กและเยาวชนเติบโตเป็นพลเมืองที่ดีของสังคมต่อไป

พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญของการศึกษาว่า เป็นความมั่นคงของชาติ โดยพระบรมราโชบายผ่านการศึกษาคือ

  1. การสร้างคนไทยที่มีคุณสมบัติที่พึงประสงค์
  2. การนำองค์ความรู้ไปพัฒนาท้องถิ่น ได้อย่างตรงเป้าหมายตามความต้องการของท้องที่
  3. การพัฒนาระบบการเรียนการสอน คุณภาพครู และโรงเรียนเพื่อถ่ายทอดความรู้ และทัศนคติที่ดีสู่ผู้เรียน สร้างพื้นฐานชีวิตที่มั่นคงสู่การเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศ
  4. การบรรเทาปัญหา สังคมในปัจจุบัน

 

ด้านการแพทย์และสาธารณสุข

โปรดให้สร้างโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชขึ้น เพื่อให้การรักษาพยาบาลผู้เจ็บป่วยในถิ่นทุรกันดาร พระองค์ทรงเป็นองค์นายกกิตติมศักดิ์ของมูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช

นอกจากพระองค์จะทรงอุปถัมภกโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชแล้ว พระองค์ยังทรงเอาพระทัยใส่ผู้ป่วยโรคมะเร็ง พระองค์ทรงมีต่อผู้ป่วยโรคมะเร็งทรงสนพระทัยการดำเนินงานของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานสำคัญที่บำบัดรักษาและป้องกันโรคมะเร็ง สังกัดกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ในปี ๒๕๒๗พระองค์ได้เสด็จเยี่ยมผู้ป่วยมะเร็งเป็นครั้งแรก ณ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ และพระราชทานสิ่งของให้แก่ผู้ป่วยโรคมะเร็ง ยังความปลาบปลื้มและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่ผู้ป่วยมะเร็งเป็นอย่างยิ่ง และภายหลังการดำเนินงานของสถาบันมะเร็งได้ก้าวหน้ามาตามลำดับ มีการขยายหน่วยงานตามจังหวัดต่าง ๆ พระองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณเสด็จพระราชดำเนินเปิดศูนย์ด้วยพระองค์เองบ้าง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าหลานเธอเสด็จฯ แทนพระองค์เองบ้าง   โดยพระองค์ทรงพระกรุณาพระราชทานพระราชดำรัสแก่เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล มีความส่วนหนึ่งว่า “ทุกคนที่ทำงานให้แก่โรงพยาบายสมเด็จพระยุพราชจะต้องไม่ลืมว่าโรงพยาบาลแห่งนี้กำเนิดขึ้นมาจากความมุ่งปรารถนำอันแรงกล้าของคนไทยทั่วราชอาณาจักร ที่ต้องการจะเห็นผู้ที่อยู่ในท้องถิ่นทุรกันดารทุกหนแห่งได้รับความเอาใจใส่รักษาพยาบาลเป็นอย่างดี ให้ปลอดภัยจากความเจ็บไข้โดยทั่วถึงเสมอหน้ากัน ปัจจุบันพระราชดำรัสนี้ได้ถูกอัญเชิญไปประดิษฐานบนหินแกรนิตบริเวณด้านหลังพระฉายาลักษณ์ที่ติดตั้ง ณ บริเวณด้านหน้าอาคารผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชทุกแห่ง เป็นมิ่งขวัญกำลังใจของประชาชน และเป็นแนวทางในการปฏิบัติภารกิจของคณะแพทย์และเจ้าหน้าที่ทั้งหลาย

นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงเอาพระทัยใส่ผู้ป่วยโรคมะเร็ง ซึ่งยังคงเป็นโรคร้ายแรงนำความพลัดพรากมาสู่สังคมไทยเป็นจำนวนมาก ดังที่ทรงมีพระราชดำรัส เนื่องในพิธีเปิดการประชุมวิชาการโรคมะเร็วภาคพื้นแปซิฟิก ครั้งที่ ๑๑ ณ กรุงเทพฯ ‘เป็นที่ทราบกันดีว่า โรคมะเร็งเป็นโรคร้ายแรงที่เป็นอันตรายต่อชีวิตมนุษย์อย่างยิ่ง และอัตราการป่วยด้วยโรคนี้ก็ยังไม่มีทีท่าจะลดลง ไม่ว่าในประเทศที่เจริญแล้ว หรือประเทศที่กาลังพัฒนา จึงเป็นการแน่นอนว่า มะเร็งนั้น ไม่แต่จะเป็นโรคร้าย ทำลายชีวิตมนุษย์ หากยังเป็นตัวการทำลายความสุข ความเจริญ ทุกสิ่งของมนุษย์ชาติพร้อมกันไปด้วย จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศทั้งหลาย จะร่วมมือกันป้องกันและลดอัตราการป่วยด้วยโรคนี้ลงให้ได้’

 

ด้านการเกษตร

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ พระยศในขณะนั้น ได้เสด็จพระราชดำเนินสร้างขัวญกำลังใจแก่เกษตรกรผู้ประกอบอาชีพทำนา และเพื่อให้เกษตรกรได้มีพันธุ์ข้าวคุณภาพดีไว้เพาะปลูกอย่างทั่วถึงในพื้นที่ชนบทตามจังหวัดต่าง ๆ โดยในปี ๒๕๒๗ เสด็จอำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ปี ๒๕๒๙ และ ปี ๒๕๓๗ เสด็จแปลงนาสาธิต อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี พระองค์ได้พระราชทานปุ๋ยหมักและเมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อเพิ่มผลผลิตในการทำนา เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับพสกนิกร

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงดำรงพระยศที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้พระราชทานที่ดิน ส่วนพระองค์ในพื้นที่สวนบ้านกองแห หมู่ที่ 4 ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 1,350 ไร่ให้กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อดำเนินการในลักษณะคลินิกเกษตร เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยและเทคโนโลยีการเกษตรจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในรูปแบบของศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีชุมชนเป็นศูนย์ฝึกอบรมและวิจัยพัฒนาการเกษตรให้เหมาะสมกับพื้นที่ อันก่อให้เกิดประโยชน์เป็นส่วนรวมต่อหน่วยราชการ สถานศึกษา และราษฎร และพระราชทานนามว่า “เกษตรวิชญา” แปลว่า ปราชญ์แห่งการเกษตร

ในปี 2543 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งยังทรงเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมารได้เสด็จพระราชดำเนินมาเป็นประธานพิธีหว่านข้าวพันธุ์ปทุมธานี 1 ณ แปลงนา บ้านนาป่า หมู่ที่ 5 ตำบลบางงาม อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี ในวันจันทร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2543 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เป็นสิริมงคลและสร้างขวัญกำลังใจแก่เกษตรกรผู้ประกอบอาชีพทำนา และเพื่อให้เกษตรกรได้มีพันธุ์ข้าวคุณภาพดีไว้เพาะปลูกอย่างทั่วถึง และหลังจากวันนั้น พันธุ์ข้าวปทุมธานีที่ทรงหว่านได้เจริญเติบโตจนถึงระยะเวลาเก็บเกี่ยว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้กราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมารเสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานในพิธีเกี่ยวข้าวดังกล่าวในวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2543

 

ด้านสังคมสงเคราะห์

วันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2554 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ โปรดให้ พลอากาศโท ภักดี แสงชูโต นำผ้าห่มกันหนาว 20,000 ผืน ไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเหตุการณ์แผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิในโทโฮะกุ พ.ศ. 2554 ที่ประเทศญี่ปุ่น โดยมีนายกษิต ภิรมย์ เป็นผู้รับมอบ  และเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2561 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (พระราชอิสริยยศในขณะนั้น) ได้พระราชทานสิ่งของ ประกอบด้วย น้ำดื่มพระราชทาน 10,000 ขวด ผ้าเช็ดตัวพระราชทาน 2,000 ผืน เครื่องกรองน้ำพระราชทาน 49 เครื่อง อาหารและยาพระราชทานอีกจำนวนหนึ่ง รวมทั้งถุงยังชีพในนามรัฐบาลไทย 5,000 ชุดไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมจากเหตุเขื่อนทรุดตัวที่ สปป.ลาว

ในปี พ.ศ. 2549 สมเด็จพระบรมโอสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมประชาชนที่ ถนนภูผาภักดี จ.นราธิวาส เป็นระยะทางกว่า 600 เมตร ซึ่งเป็นที่ตั้งของร้านข้าวต้มอั้งม้อ ซึ่งเคย ถูกลอบวางระเบิดและได้รับความเสียหายอย่างหนักเมื่อปี พ.ศ. 2547 พระองค์ได้ทรงเข้าไปประทับ ในร้าน และได้พระราชทานกำลังใจให้แก่ครอบครัวของนายภักดี พรมเมน เจ้าของร้านข้าวต้ม สร้างความปลาบ ปลื้มและสร้างกำลังใจให้กับครอบครัว นายภักดี และชาวนราธิวาส เป็นอย่างยิ่ง

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2562 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดการประชุมคณะกรรมการโครงการอนุรักษ์ช้างป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ในภาคตะวันออก “โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์” ตามพระบรมราโชบายที่จะให้อนุรักษ์ป่าและช้าง และการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างคนและช้าง อย่างมีสุขและทรงสืบสาน รักษาต่อยอดแนวพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร 

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เชิญดอกไม้ และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน ไปมอบแก่ ดาบตำรวจ ณรงค์ชัย กิมาคม ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเหตุระเบิด ขณะออกปฏิบัติหน้าที่ตั้งจุดตรวจ จุดสกัดในเขตพื้นที่รับผิดชอบ บริเวณริมถนนบ้านบือแนนยาโมง หมู่ที่ 2 ตำบลรือเสาะนอก อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาสเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 และเข้ารักษาพยาบาล ณ โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 

เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2563 เวลา 10.30 น. พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเรือเอก พงษ์เทพ หนูเทพ องคมนตรี ร่วมกับ มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เชิญผ้าห่มกันหนาวพระราชทาน จำนวน 1,500 ผืน มอบแก่ราษฎรผู้ประสบภัยหนาวในพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ ณ หอประชุมที่ว่าการอำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับราษฎรผู้ประสบภัยหนาวในเบื้องต้น โอกาสนี้ องคมนตรี ได้เชิญพระราชกระแสทรงห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว กล่าวถ่ายทอดแก่ราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากภัยหนาวให้ได้รับทราบถึงน้ำพระราชหฤทัยที่ทรงต้องการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่พสกนิกรของพระองค์

เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุก, พลเอก ดาวพงษ์ รัตนสุวรรณ, พลอากาศเอก จอม รุ่งสว่าง องคมนตรี เชิญแจกันดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน ไปมอบแก่ผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์คนร้ายทำร้ายเจ้าหน้าที่และประชาชนในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย และเข้าพักรักษาอาการบาดเจ็บที่โรงพยาบาล 30 ราย ดังนี้ โรงพยาบาลมหาราช 20 ราย โรงพยาบาลกรุงเทพ-นครราชสีมา 4 ราย โรงพยาบาล ป.แพทย์ 1 ราย โรงพยาบาลค่ายสุรนารี 1 ราย และโรงพยาบาลเซนต์ แมรี 2 ราย ส่วนผู้บาดเจ็บกลับบ้านแล้ว 25 ราย การนี้ องคมนตรี ได้เชิญพระราชกระแสทรงห่วงใยไปกล่าวแก่ผู้ได้รับบาดเจ็บ และญาติเพื่อเป็นขวัญกำลังใจ และทรงชื่นชมให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ อาสาสมัครกู้ภัย ตลอดจนแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ที่ได้ร่วมปฏิบัติหน้าที่เพื่อช่วยคลี่คลายสถานการณ์ ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณทรงรับผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมดไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ และทรงรับศพผู้เสียชีวิตไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ด้วย นำความปลื้มปิติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่ผู้บาดเจ็บและญาติอย่างหาที่สุดมิได้

พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงรับโครงการพัฒนาชุมชนในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ณ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตกและอุทยานแห่งชาติ จังหวัดกาญจนบุรี ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2563 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ไปทรงเป็นประธานเปิดการประชุมโครงการฯ ดังกล่าว ณ อาคาร บก. หน่วยราชการในพระองค์ 904 (อาคาร 2) พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต โดยมีสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงสาริณีพัชร มหาวัชรราชธิดา องค์ประธานกรรมการโครงการ พร้อมด้วยคณะกรรมการโครงการและกรรมการชุมชนจากพื้นที่โครงการในตำบลไล่โว่ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เฝ้าฯ รับเสด็จ 

ด้านพระศาสนา

ทรงเสด็จฯ ปฏิบัติพระราชกรณียกิจทางศาสนาเป็นประจำสม่ำเสมอ เช่น ทรงเปลี่ยนเครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ตามฤดูกาล รวมถึงการเสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชทานถ้วยรางวัล การทดสอบการอัญเชิญพระมหาคัมภีร์อัลกุรอ่านระดับประเทศ

ด้านการทหาร

ทรงสนพระราชหฤทัยในวิทยาการด้านการทหารมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ นอกจากทรงรับการศึกษาด้านการทหารจากประเทศออสเตรเลียแล้ว ยังทรงพระวิริยะอุตสาหะเพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์อยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในด้านวิทยาการการบิน ทรงรับราชการทหารมาโดยตลอดตั้งแต่วันที่ 9 ม.ค.2518 และทรงดำรงพระยศทางทหารของ 3 เหล่าทัพ คือ พล.อ. พล.ร.อ. พล.อ.อ. โดยทรงเข้าร่วมปฏิบัติการรบในการต่อต้านการก่อการร้ายในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งการคุ้มกันพื้นที่ในบริเวณรอบค่ายผู้อพยพชาวกัมพูชา ที่เขาล้าน จ.ตราด อีกทั้งยังเสด็จพระราชดำเนินไปในพิธีการด้านทหาร อาทิ งานวันราชวัลลภ

ด้านกีฬา

ทรงพระราชทานพระราชานุญาตให้จัดงานกิจกรรมปั่นจักรยาน “Bike อุ่นไอรัก” ในงาน “อุ่น ไอรัก คลายความหนาว สายน้ำแห่งรัตนโกสินทร์” ทรงพระราชทานเสื้อสำหรับใส่ปั่นจักรยาน และน้ำดื่มพระราชทาน ให้กับประชาชนผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรม และทรงนำประชาชนปั่นจักรยาน “Bike อุ่นไอรัก” เส้นทางพระลานพระราชวังดุสิต – สวนสุขภาพลัดโพธิ์ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ รวมระยะทางไปกลับ 39 กม. กำหนดจัดขึ้นเวลา 15.00 น. ในวันที่ 9 ธ.ค. 2561 โดยกิจกรรมนี้พระราชานุญาตให้จัดขึ้นเพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่าสถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาชนมีความใกล้ชิดกัน อีกทั้งผู้ที่ร่วมกิจกรรมปั่นจักรยานยังแสดงให้เห็นการรวมพลังความสามัคคีของคนไทยทั้งชาติ และเห็นความสำคัญในการออกกำลังกายและส่งเสริมสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงสมบูรณ์